
Infectious Testing
สำหรับการทดสอบ Infectious Test ของห้องปฏิบัติการอินโนเวท ไบโอเทคจะเป็นการทดสอบเพื่อตรวจหาการติดเชื้อโดยใช้ชุดตรวจแบบแถบ (Strip test) ซึ่งอาศัยหลักการ Immunochromatographic Test (ICT) หรือ Lateral Flow Test คือ เทคนิคการตรวจวิเคราะห์ทางภูมิคุ้มกันที่ใช้หลักการไหลของตัวอย่างบนแผ่นทดสอบ (Strip) ร่วมกับปฏิกิริยาแอนติเจน–แอนติบอดี เพื่อให้ผลตรวจอย่างรวดเร็วและสามารถอ่านผลได้ด้วยตาเปล่า
โดยทางห้องปฏิบัติการได้มีรายการการให้บริการดังนี้
Syphilis
(TPHA Screening)
โรคซิฟิลิสเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum subsp. pallidum เป็นเชื้อที่ถ่ายทอดทางการมีเพศสัมพันธ์และถ่ายทอดจากมารดาสู่ทารกในครรภ์ โดยสำหรับคัดกรองการติดเชื้อ โรคซิฟิลิส (Syphilis) เพื่อตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อ Treponema pallidum ในตัวอย่างเลือด
Hepatitis B Surface Antigen HBsAg
(Screening)
การตรวจคัดกรองเพื่อหาแอนติเจนบนผิวของเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในเลือดซึ่งใช้บ่งชี้ว่ามีการติดเชื้ออยู่ในร่างกาย โดยผู้ที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบ ชนิดบี (ผล HBsAg: Positive) ส่วนใหญ่ไม่มีภาวะตับอักเสบเรื้อรังเกิดขึ้น และมีสุขภาพดีเหมือนคนทั่วไป จะมีส่วนน้อยเท่านั้นที่มีตับอักเสบเรื้อรังร่วมด้วย ซึ่งจะทราบได้จากการตรวจเลือด พบว่ามีเอนไซม์ SGOT และ SGPT สูงกว่าปกติ
HBs Antibody
(Anti-HBs)
(Screening)
การตรวจคัดกรองเพื่อหาแอนติบอดีต่อ Hepatitis B surface antigen (HBsAg) ในเลือด ซึ่งใช้ประเมินว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBV) โดยการตรวจพบ Anti-HBs ในเลือด แสดงว่าร่างกายมี “ภูมิคุ้มกัน” ต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบบี โดยอาจเกิดจากการได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี หรือการเคยติดเชื้อและหายแล้ว
Anti-HCV
(Screening)
การตรวจคัดกรองหาแอนติบอดีต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C virus; HCV) ในเลือด เพื่อประเมินว่าบุคคลนั้นเคยได้รับเชื้อหรือมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือไม่
Anti-HIV 1/2
(Screening)
การตรวจคัดกรองเพื่อหาแอนติบอดีต่อเชื้อไวรัสเอชไอวีชนิดที่ 1 และ 2 (HIV-1 และ HIV-2) ในเลือด ใช้สำหรับประเมินการติดเชื้อเบื้องต้น
ในกรณีที่ต้องการประเมินระดับความรุนแรงของการติดเชื้อหรือปริมาณไวรัสในร่างกาย จะใช้การตรวจ HIV Viral Load ซึ่งเป็นการวัดปริมาณสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV RNA) ในเลือด โดยอาศัยเทคนิคทางอณูชีววิทยา เช่น Real-time PCR (Polymerase Chain Reaction) เพื่อคำนวณจำนวนสำเนาของไวรัสต่อปริมาตรเลือด (Copies/mL) โดยการตรวจทั้งสองชนิดมีบทบาทที่แตกต่างกัน โดย Anti-HIV 1/2 ใช้สำหรับการคัดกรองการติดเชื้อ ส่วน HIV Viral Load ใช้สำหรับติดตามระดับไวรัสและประเมินประสิทธิภาพของการรักษาในผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง
Mycoplasma pneumoniae IgM Antibody
(Screening)
การตรวจแบบรวดเร็วที่ใช้หลักการ immunochromatography เพื่อตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อ ช่วยคัดกรองการติดเชื้อได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว โดยเชื้อ M. pneumoniae เป็นแบคทีเรียขนาดเล็ก 0.2–1.0 ไมโครเมตร ไม่มีผนังเซลล์ มีเยื่อหุ้มเซลล์หนาเป็นพวกโคเลสเตอรอล รูปร่างไม่แน่นอน เช่น กลม รี แท่ง เกลียวเส้นยาว หรือคล้ายผลฝรั่งขึ้นกับสภาพแวดล้อม เป็นแบคทีเรียชนิด facultative anaerobe มีชีวิตแบบ Free living ก่อโรคได้ในคนและสัตว์ เป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนและล่างที่พบบ่อยในเด็กโตและผู้ใหญ่ ได้แก่ โรคหลอดลมอักเสบและปอดอักเสบ นอกจากนี้ทำให้เกิดอาการและอาการแสดงชนิดนอกปอดได้ (Extrapulmonary manifestations) เช่น กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ สมองอักเสบ ข้ออักเสบ อาการทางผิวหนัง และเยื่อบุอักเสบ (Mucositis)
TORCH Infection
กลุ่มการติดเชื้อที่สำคัญซึ่งสามารถถ่ายทอดจากมารดาสู่ทารกในครรภ์ และอาจส่งผลต่อพัฒนาการหรือก่อให้เกิดความพิการแต่กำเนิดได้ ซึ่งคำว่า TORCH เป็นตัวย่อของกลุ่มเชื้อ ได้แก่
- T – Toxoplasmosis (เชื้อ Toxoplasma gondii)
- O – Other infections เช่น ซิฟิลิส (Syphilis), Varicella-zoster, Parvovirus B19
- R – Rubella (หัดเยอรมัน)
- C – Cytomegalovirus (CMV)
- H – Herpes simplex virus (HSV)
โดยการติดเชื้อในกลุ่ม TORCH โดยเฉพาะในระหว่างตั้งครรภ์ อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อทารก เช่น
ความพิการแต่กำเนิด, พัฒนาการล่าช้า, ภาวะสมองผิดปกติ และ การแท้งหรือทารกเสียชีวิตในครรภ์
การตรวจวินิจฉัย มักใช้การตรวจเลือดเพื่อหา
- IgM antibody → บ่งชี้การติดเชื้อระยะเฉียบพลัน
- IgG antibody → บ่งชี้การเคยติดเชื้อหรือมีภูมิคุ้มกัน